วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2558

การต่อสายงานที่ถูกต้อง และเทคนิคการทำเครือข่าย

การต่อสายงานอย่างถูกต้อง 1

การต่อสายงานอย่างถูกต้อง 2


การดูแลทีมงานและวางสายงาน


การทำ 1,000 PV และการรักษาสิทธิ์ที่ถูกวิธี


สาเหตุที่นักธุรกิจมือใหม่ล้มเหลว


พอล ภัทรพลพูดคุย กับ 6 อาชีพเสริมสร้างธุรกิจ 
เหนื่อยชั่วคราว สบายชั่วโคตร


How to retire in 3-5 Years ( เหนื่อยชั่วคราว สบายชั่วโคตร )



คิดแบบคนรวย ใครๆ ก็รวยได้



ความลับสมองที่คนอยากรวยต้องรู้



อยากรวย อยากเป็นเศรษฐี ดูด่วน



ทำไม "คนจน" ถึงแตกต่างจาก "คนรวย"



ทำแบบนี้ ถ้าอยาก "รวย"



การใช้เงิน คนรวย คนจน


วีดีโอข้อคิดเพื่อความสำเร็จ














นิทานเครือข่าย

นิทานเครือข่าย





วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2558

วิธีคิดของคนรวย

วิธีคิดของคนรวย......

1.ถ้าคุณอยากมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม คุณก็ต้องยอมเต็มใจยอมปล่อยวางวิธีคิดและการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ แล้วนำวิธีคิดแบบใหม่เข้ามาสู่ชีวิต แล้วคุณจะประจักษ์ถึงผลที่ตามมาในที่สุด

2.โลกภายนอกของคุณเป็นเพียงเสียงสะท้อนของโลกภายในเท่านั้น ถ้าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นนอกตัวคุณไม่ได้เป็นได้ด้วยดี นั่นเป็นเพราะสิ่งต่างๆภายในตัวคุณก็ไม่ได้เป็นไปด้วยดีเช่นเดียวกัน

3. ความคิดนำไปสู่ความรู้สึก ความรู้สึกนำไปสู่การกระทำ การกระทำนำไปสู่ผลลัพธ์

4.เงินเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับทุกเรื่องที่ต้องใช้เงิน ในขณะเดียวกัน มันก็ไม่มีความสำคัญแม่แต่นิดเดียวสำหรับทุกเรื่องที่ไม่ต้องใช้เงิน

5. เมื่อคุณบ่น คุณกำลังกลายร่างเป็น “แม่เหล็กดึงดูดความเลวร้าย” ที่มีชีวิต

6.จำไว้ว่าคุณเป็นผู้ลิขิตชะตาชีวิตทางการเงินของตัวคุณเอง ว่าจะมั่งคั่ง ถังแตก หรือมีฐานะในระดับใดก็ตาม

7.เหตุผลอันดับแรกที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ก็เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าตนเองต้องการอะไร

8.ถ้าคุณไม่มุ่งมั่นกับการสร้างฐานะอย่างเต็มตัวและสุดหัวใจ คุณก็จะไม่มีโอกาสร่ำรวย

9.การคิดเล็กและทำแต่เรื่องเล็กจะนำไปสู่การสิ้นเนื้อประดาตัวและความไม่พอใจในตนเอง ส่วนการคิดใหญ่และทำการใหญ่จะนำไปสู่การมีพร้อมทั้งเงินและความหมายในชีวิต คุณเลือกเอาได้ตามใจ!

10.ไม่มีทางที่โชค หรือสิ่งอื่นใดที่มีค่า จะมาถึงตัวคุณได้เลยถ้าคุณไม่ลงมือทำการใดๆ (เพื่อเตรียมตัวรับโชคหรือสิ่งนั้นๆ)

11. คนรวยให้ความสนใจกับสิ่งที่พวกเขาต้องการ ส่วนคนจนให้ความสนใจกับสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการ

12.คนรวยมองเห็นโอกาส กระโจนใส่มัน และร่ำรวยยิ่งขึ้น แล้วคนจนล่ะ มัวทำอะไรอยู่? พวกเขาก็ยัง “เตรียมตัว” อยู่นะสิ!

13.คนรวยมักเป็นผู้นำ และผู้นำที่ยิ่งใหญ่ล้วนแต่เป็นนักโปรโมทที่ยอดเยี่ยม การเป็นผู้นำที่ย่อมมีผู้ตามและผู้สนับสนุน นั่นหมายความว่าคุณต้องช่ำชองด้านการขาย การสร้างแรงบันดาลใจ และการจูงใจให้ผู้คนเชื่อในวิสัยทัศน์ของคุณ

14. ถ้าคุณเชื่อว่าสิ่งที่คุณมีสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้อย่างแท้จริง หน้าที่ของคุณก็คือการบอกให้คนจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้รับรู้ และวิธีนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณช่วยเหลือคนอื่นได้เท่านั้น แต่คุณยังจะร่ำรวยอีกด้วย!

15.เคล็ดลับสู่ความสำเร็จไม่ใช่การพยายามหลีกเลี่ยง ปัดหรือหันหลังให้กับปัญหา สิ่งที่คุณต้องทำคือ การพัฒนาตนเองให้ยิ่งใหญ่เหนือกว่าทุกๆ ปัญหา

16.ถ้าคุณบอกว่าคุณมีค่า คุณก็มีค่า ถ้าคุณบอกว่าคุณไร้ค่า คุณก็ไร้ค่า ไม่ว่าอย่างไรคุณก็จะดำเนินชีวิตไปตามเรื่องราวที่คุณแต่งขึ้นเอง

17.คนจนแลกเวลากับเงิน กลยุทธ์นี้มีปัญหาเพราะเวลาของคุณมีอยู่อย่างจำกัด นั่นหมายความว่าคุณกำลังแหกกฎแห่งความมั่งคั่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งระบุว่า “อย่าให้มีเพดานจำกัดรายได้ของคุณ”

18.มาตรวัดความมั่งคั่งที่แท้จริงคือมูลค่าทรัพย์สิน ไม่ใช่รายได้จากการทำงาน

19.ถ้าคุณไม่ควบคุมเงินของคุณ มันก็จะควบคุมคุณ การจะควบคุมเงินของคุณ คุณต้องรู้จักบริหารเงิน

20. อิสรภาพทางการเงิน คือ ความสามารถที่จะดำเนินชีวิตในรูปแบบที่ต้องการโดยไม่ต้องทำงานหรือพึ่งพาคนอื่นในเรื่องเงิน

21.คุณจะมีอิสรภาพทางการเงินเมื่อรายได้งอกเงย (รายได้จากทรัพย์สินหรือธุรกิจที่ทำงานแทนคุณและสร้างรายได้ด้วยตัวของมันเอง) ของคุณมีจำนวนมากกว่ารายจ่าย

22.คนจนทำงานหนักและใช้เงินทั้งหมดที่มาหาได้ พวกเขาจึงต้องทำงานหนักตลอดไป ส่วนคนรวยทำงานหนัก สะสมเงิน และนำไปลงทุน พวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องทำงานหนักอีก

23. ความผิดพลาดอันยิ่งใหญ่ที่สุดของคนส่วนใหญ่ คือ การรอให้ความกลัวลดน้อยลงหรือจางหายไปก่อนจะเริ่มลงมือทำ(บางสิ่งบางอย่างไปสู่ความมั่งคั่ง) และคนเหล่านี้ก็มักลงเอยด้วยการนั่งรอตลอดไป

24. คนรวยและผู้ที่ประสบความสำเร็จก็มีความกลัว ความไม่แน่ใจ และความกังวลเช่นกัน เพียงแต่พวกเขาไม่ยอมปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านั้นมาหยุดยั้งตนเอง

25. ความสุขไม่ได้มาจากการใช้ชีวิตอย่างสบายๆไปวัน พร้อมๆกับนึกสงสัยตลอดเวลาว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตบ้าง แต่ความสุขเกิดจากการเติบโตตามอัตราการเติบโตที่ควรจะเป็นและการใช้ชีวิตด้วยศักยภาพสูงสุดของตัวเรา

26.การฝึกฝนและบริหารความคิดของคุณเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดที่คุณควรมีไว้ครองครอง เพื่อให้บรรลุความสุขและความสำเร็จ

27. น้อยคนนักจะรู้ว่าวิธีที่รวดเร็วที่สุดในการสร้างและรักษาความมั่งคั่งเอาไว้ ก็คือ การพัฒนาตัวคุณเอง เพื่อให้คุณเติบโตเป็นคนที่ “ประสบความสำเร็จ”

28. คนจนและชนชั้นกลางส่วนใหญ่เชื่อว่า “ถ้าฉันมีมากๆ ฉันก็จะสามารถทำในสิ่งที่ฉันต้องการและเป็นคนที่ประสบความสำเร็จได้” 

ส่วนคนรวยเข้าใจว่า “ถ้าฉันกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ ฉันจะสามารถทำในสิ่งที่ฉันจำเป็นต้องทำเพื่อให้มีสิ่งที่ฉันต้องการ รวมไปถึงจำนวนเงินมากๆด้วย”

29.คนรวยคือผู้เชี่ยวชาญในงานที่ตัวเองทำ ชนชั้นกลางคือพวกที่ทำงานของตัวเองได้ดีในระดับปานกลาง และคนจนคือพวกที่ทำงานของตัวเองไม่ได้เรื่องเลย

30.การจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างถาวรนั้น มันต้องเกิดขึ้นในระดับที่ลึกซึ้ง....

เครือข่ายในสมองคุณต้องถูกสร้างขึ้นใหม่ นั่นหมายความว่าคุณต้องนำมันไปปฏิบัติจริง อย่าเพียงแต่อ่าน อย่าเพียงแต่พูดถึงมัน และอย่าเอาแต่คิด จงลงมือทำจริงๆ
หนังสือที่อยากแนะนำให้อ่าน ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน

องค์ประกอบที่เราจะประสบความสำเร็จในธุรกิจเครือข่าย

องค์ประกอบที่เราจะประสบความสำเร็จในธุรกิจเครือข่าย

1.บริษัท บริษัทต้องมั่นคง

2.สินค้า ต้องดีที่สุด ใช้แล้วหมดไป ใครบอกว่าดี องค์กรกลางรับรอง ดีแบบว่า ไม่ต้องมีแผนรายได้ให้เรา คุณจะยังทานสินค้าอยู่หรือเปล่า

สังเกตุหรือเปล่า ทำไมคนที่เข้ามาทำธุรกิจเครือข่ายจึงย้ายบริษัทบ่อย ๆ เพราะไม่ได้สนใจสินค้า มองที่รายได้เป็นหลัก พอไม่ได้รายได้ ไม่สนใจสินค้า ก็ย้ายบริษัทไปเรื่อย ๆ

3.ทีม เขามีระบบอะไร ที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จง่าย ๆ ไม่เกี่ยวกับวุฒิการศึกษา ไม่เกี่ยวกับอาชีพ พูดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน ง่าย ๆ ยกตัวอย่าง ร้านกาแฟสตาร์บัค กินสาขาไหนก็เหมือนกัน เพราะมีสูตรเดียวกัน พนักงานทุกคนทำเหมือนกัน ธุรกิจเครือข่ายก็ต้องมีระบบที่ทุกคนทำเหมือนกันได้ คุณถึงจะเกษียณ

4.ตัวคุณ
และยังมีองค์ประกอบปลีกย่อยอีกเยอะครับ

No meeting. No Network.

No meeting.  No Network.


ธุรกิจเครือข่าย คุณต้องเข้างานฟังก์ชั่นต่าง ๆ ของบริษัท ของทีม แต่ละฟังก์ชั่นก็มีประโยชน์ ของแต่ละงาน ไม่ว่าจะเป็น OPP , เทรนนิ่ง ,กรุ๊ปมิทติ้ง , งานต่าง ๆ ที่บริษัทจัดขึ้น เป็นต้น

อยากประสบความสำเร็จ ต้องเข้าครับ 

"สิ่งสำคัญในธุรกิจเครือข่ายคือการเรียนรู้ และลงมือทำ "

คิดดูนะครับ ไม่ว่าจะงานอะไร หรือธุรกิจอะไร ก็ต้องมีการอบรมสัมนาคนในองค์กร มีการประชุม ฯลฯ เพื่อให้ธุรกิจเติบโต หรือให้องค์กรเป็นที่ยอมรับ และมีชื่อเสียง

ธุรกิจเครือข่ายก็เช่นกัน คุณคือเจ้าของบริษัท คุณอยากให้ธุรกิจของคุณโตเร็ว หรือโตช้า ถ้าอยากโตเร็ว ๆ ต้องเข้างานทุกฟังก์ชั่น ครับ

อยากทำธุรกิจแบบไหน?

การทำธุรกิจเครือข่าย เราอยากทำแบบไหน 

ระหว่าง เหนื่อย 2-3 ปี รับรายได้อย่างต่อเนื่อง ไปตลอดชีวิต หรือ ทำแล้วเปลี่ยนบริษัทไปเรื่อย ๆ

คงไม่มีใครอยากเลือกอย่างหลังนะครับ แต่ถ้ามีคนเลือกอย่างหลัง อาจจะมองเพียงแค่แผนรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้ดูองค์ประกอบอย่างอื่นเลย หรือ ไม่รู้วิธีการเลือก หรือเข้าไปทำเพราะเกรงใจเพื่อน

องค์ประกอบหลัก ๆ ในการเลือกธุรกิจ 

พิจารณาง่าย ๆ แบบนี้ครับ

1. บริษัทต้องมั่นคง ตรวจสอบดูว่า อยู่ใน สมาพันธ์ธุรกิจเครือข่ายอเมริกา , สมาคมขายตรงโลก หรือสมาคมขายตรงไทย หรือเปล่า อยู่ใน ตลาดหลักทรัพย์ไหม (สามารถตรวจสอบข้อมูลบริษัทได้โดยละเอียด ) ดำเนินธุรกิจมากี่ปี

2. สินค้า ต้องดีที่สุด หมายความว่า ถ้าเราไม่ได้เงินเรายังจะทานผลิตภัณฑ์อยู่ไหม ( รักษายอด ) มีองค์กรกลางรับรองหรือเปล่า มีโรงงานผลิตสินค้าเอง หรือเปล่า สินค้าต้องเกิดการซื้อซ้ำ

3. แผนรายได้ทำง่าย หรือเปล่า

4. เทรนธุรกิจ ต้องเป็นสินค้าเกี่ยว กับ สุขภาพและความงาม เพราะเป็นเทรนธุรกิจแห่งอนาคต

5. วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ดูจาก สิ่งที่ผู้บริหารพูดไว้ 5-10 ปี ที่ผ่านมาทำได้ หรือไม่

6. ช่วงเวลาในการที่เราเข้าไปทำธุรกิจ เป็นช่วงไหนของบริษัท ต้องเป็นช่วงแรก ๆ เปรียบง่าย ๆ ทำอะไรเป็นคนแรก ๆ โอกาสย่อมมีมากกว่า

7. ทีม ต้องดี มีระบบอะไร ที่สอนให้เราตกปลากินเองได้           สามารถ Copy กันได้ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ถ้าเราเลือกได้ คุณจะเลือกงานอะไร ?

ถ้าเราเลือกได้ คุณจะเลือกงานอะไร ?

1. งานที่เรารัก แต่ ไม่สามารถตอบโจทย์ชีวิตได้
2. งานที่ไม่รัก แต่ สามารถตอบโจทย์ชีวิตได้
3. งานที่เรารัก และสามารถตอบโจทย์ชีวิตได้

แน่นอนถ้าเลือกได้ ผมว่าทุกคนคงเลือก ข้อที่ 3

ถามต่อ ? 
ปัจจุบันงานของคุณ ทำงานอะไร ? 

ตอบโจทย์ชีวิตได้หรือไม่ ?

มีรายได้พอกับรายจ่ายหรือไม่?

มีเวลาให้กับคนที่เรารักมากพอหรือยัง ? 

สุขภาพของคุณหละเป็นเช่นไร ?

สำหรับผม เลือกทำธุรกิจเครือข่าย

อย่าทำงานเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว

อย่าทำงานเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว

คนที่เรียนดี เรียนเก่ง ขยัน อดทน จะมีเส้นทางการเรียนการศึกษาที่มีโอกาส ในการคว้าปริญญาเอกมาได้อย่างสบาย และเขาจะประสบความสำเร็จในด้านการเรียนอย่างแน่นอน

แต่การที่มี Degree ยิ่งมาก ยิ่งทำให้สะสม ความกลัวมากยิ่งขึ้น จึงต้องตกเป็นทาสของเงิน ต้องทำงานเพื่อเงิน และจะตกเป็นทาสความเป็นลูกจ้างตลอดไป

ความกลัวที่พูดถึง ได้แก่
1.กลัวไม่เหมือนคนอื่น
2.กลัวผ่าเหล่าผ่ากอคนหมู่มาก
3.กลัวถูกวิพากษ์วิจารณ์
4.กลัวถูกมองเป็นตัวประหลาด
5.กลัวคนอื่นไม่ยอมรับ
6.กลัวถูกปฏิเสธ

ลองมาดูกันสิว่าจะเริ่มต้นกำจัดความกลัวกันได้อย่างไร

มองหาโอกาส (มองในสิ่งที่เราเห็น แต่คนอื่นไม่เห็น )
คนที่ทำงานเป็นลูกจ้างจะสนใจเฉพาะเงินเดือนและตำแหน่ง หน้าที่การงาน ทำให้พลาดโอกาสที่จะมองเรื่องอื่นนอกจากเงินเดือน       ไม่เคยที่จะหาโอกาสและบางครั้งอาจจะมองหาโอกาสไม่เป็นด้วย เพราะไม่เคยถูกสอน  หรือฝึกการหาโอกาส ( opportunity taker ) 
เป็นเรื่องน่าเศร้าถ้าไม่เคยที่จะค้นหาโอกาส แล้วเราจะไม่สามารถหามันได้เจอเลยตลอดชั่วอายุเราที่มีและการที่เป็นลูกจ้างเราจะไม่มีอิสระด้านความคิด ในแต่ละวันทำงานจะใช้เวลาทั้งวันอยู่ที่ office   ไม่มีโอกาสได้เปิดหูเปิดตาไม่มีโอกาสทำในสิ่งที่เราอยากจะทำ

ถ้าเราสามารถมองหาโอกาสและคว้าโอกาสที่ว่านี้มาได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ได้ที่ทำให้เราสามารถสร้างธุรกิจขึ้นมาได้ สิ่งที่จะต้องทำต่อไปคือความรู้เรื่องการเงิน-financial- ดังนั้นเราต้องมีความรู้เรื่องการเงินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อใช้วิชานี้ทำให้เงินมันทำงานให้เรา แทนที่เราจะมาทำงานเพื่อมัน

อย่าทำงานเพื่อเงิน จงให้เงินมันทำงานให้ เรา
ตอนเป็นเด็ก  เรียนหนังสือเป็นที่หนึ่ง ของห้องมาตลอด แต่ความเป็นหนึ่งกับเป็นตัวร้าย เพราะทำให้เกิดการยึดติด  ไม่สามารถมองหาโอกาสอื่นได้ จะมี EGO ติดตัวไปตลอด ทำอะไรก็จะห่วงภาพพจน์ ของคนที่เรียนเก่ง จึงเกิดความกลัวสะสม

นิทานเรื่องเหยี่ยวและหอยนางรม

นิทานเรื่องเหยี่ยวและหอยนางรม

ไข่สองใบกำลังปรึกษากันว่า...เมื่อโตขึ้นแล้วอยากจะเป็นอะไร
ไข่ในแรกบอกว่า... "ฉันอยากเป็นหอยนางรม นั่งๆ นอนๆอยู่ในน้ำทะเล ไม่ต้องตัดสินใจ กระแสน้ำนำพาอะไรมา ฉันก็กินอันนั้นอย่างสบายๆ ฉันชอบชีวิตที่สบาย ไม่ต้องตัดสินใจ ไม่ต้องมีความรับผิดชอบ แค่มีชีวิตอยู่ในท้องทะเล"

ไข่ใบที่สองบอกว่า...นั่นไม่ใช่ชีวิตสำหรับฉัน ฉันอยากเป็นเหยี่ยว มีอิสระในการที่จะไปไหนก็ได้ตามใจปราณนา แน่นอนว่าฉัน จะต้องรับผิดชอบ ในการหาอาหารเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของตัวเองและแน่นอนว่าฉันต้องตัดสินใจหลายอย่างในการดำรงชีวิต แต่ฉันมีอิสระที่จะบินสูงเทียมภูเขา ฉันเป็นผู้กำหนดความเป็นอยู่ของตัวเองไม่ใช่ให้ผู้อื่นมาเป็นผู้กำหนด ฉันไม่อยากเป็นทาสของทะเล ฉันยอมที่จะทำในสิ่งที่จำเป็นเพื่อมีชีวิตเยี่ยงเหยี่ว!"

ท่านอยากเป็นหอยหรือเหยี่ยว

คิดบวก ย่อมได้บวก

คิดบวก ย่อมได้บวก

คนมองโลกในแง่ดี มักมีโอกาสดีกว่าคนอื่นเสมอครับ
คนมองโลกในแง่ดี มักมีโอกาสดีกว่าคนอื่นเสมอครับ 
เพราะเมื่อมองทุกอย่างเป็นบวก ก็ช่วยให้มีสุขภาพจิตดี ความคิดโปร่งใส ทำอะไรก็ดูจะสบายๆกว่าคนอื่น แต่ที่น่าสนใจก็คือผลจากการวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าคนมองโลก ในแง่ดียังมีแนวโน้มว่าจะมีอายุยืนยาวกว่าคนอื่นได้ด้วย

การวิจัยที่ว่านั้นนำกลุ่มคนที่อายุ 20 ปีขึ้นไป 1 กลุ่มที่มีความคิดทางบวก เป็นคนอารมณ์ดี อีกกลุ่มหนึ่ง ซึม เศร้า ไม่มีความเชื่อมั่นตนเอง ในอีก 40 ปีต่อมา คืออายุ 60 ปีขึ้นไป ปรากฏว่าคนมองโลกในแง่ดีนั้นมีคนที่อายุยืนยาวมากกว่ากลุ่มหลังถึง 42%

คนที่มีความคิดเชิงบวก อารมณ์มักไม่ค่อยแปรปรวน ไม่รู้สึกกระวนกระวาย ในเรื่องจิตวิทยาบอกไว้ว่า คนที่มีการคิดบวกจะทำให้มีโอกาสมีสุขภาพดี และสุดท้ายตามมาด้วยความสำเร็จและความสุข


แน่นอนว่าใครๆก็อยากมีความสุข และอยากมองเห็นทุกเรื่องอย่างสบายใจ แต่เอาเข้าจริงๆแล้วไม่ง่าย
เท่าไร นัก เพราะการมองโลกเชิงบวกเป็นนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่ยังเด็ก แต่ก็ไม่ใช่ว่าสร้างใหม่ไม่ได้ โดยผมมีเคล็ดลับมาฝากผู้อ่าน “บิสิเนสไทย” ทุกท่านในวันนี้ครับ

1. อารมณ์  ในมิติอารมณ์ เราไม่ชินที่จะสังเกตตัวเองว่า บางครั้งอารมณ์ดี บางครั้งอารมณ์ไม่ดี เราต้อง สามารถสังเกตว่าเรามีเหตุผลอะไร ที่อารมณ์ไม่ดี และมีความสามารถหาคำตอบเพื่อแก้ความอารมณ์ไม่ดีให้ได้

2. การกระทำ  สามารถที่จะแก้ไขอารมณ์ได้ มีข้อแนะนำ คือ

- ต้องออกจากกรอบของตัวเอง โดยควรลองเปลี่ยนแปลงหรือคิดนอกกรอบเดิมๆ เพื่อจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และสิ่งใหม่ๆนั่นเอง จะพาความสนใจให้เราพบตัวเองไปเรื่อยๆและทำให้เรารู้สึกมีคุณค่า

- ทำอย่างไรให้การกระทำนั้นทำให้เรารู้สึกพอ ซึ่งจะทำให้เกิดผลต่อเนื่องในความคิดที่เรารู้สึกพอใจ และการพอใจแปลเป็นความคิดทางบวก โดยแต่ละคนก็มีวิธีที่ต่างกัน เช่นใช้วิธีเตือนตัวเองด้วยการอัดเทปบอกเล่าสิ่งที่เราทำ บางคนก็จดบันทึกไดอารี่ เมื่อนำกลับมาอ่านก็จะทำให้รู้สึกพอใจกับสิ่งที่เคยทำไปแม้บางช่วงจะมี อุปสรรคมาก แต่เราก็สามารถแก้ปัญหาได้ ทำให้เกิดการเปรียบเทียบ และเกิดความรู้สึกว่า เรามีการก้าวหน้าขึ้นมาก  ซึ่งจะทำให้เกิดความคิดทางบวกได้

- มองถึงเรื่องอนาคต เพื่อหาว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไร ซึ่งจะทำให้เกิดทั้งจินตนาการและวิธีการที่จะลงมือทำ ก็เหมือนกับเราซ้อมมือไว้ก่อนที่จะเกิดขึ้นจริง  ทำให้เราคิดได้รอบคอบมากขึ้น สิ่งดีๆและความสำเร็จก็จะตามมา

3. การรับรู้  คนที่คิดในทางลบ มักจะคิดถึงตัวเองใน 3 เรื่องคือ

1. การนำอดีตที่เคยผิดหวัง ล้มเหลว เราไม่มีทางทำได้ มาตอกย้ำตัวเองนั่นคือขาดความมั่นใจ

2. ปฏิเสธคนอื่นรอบข้าง โดยรู้สึกว่าคนอื่นคงดีใจเมื่อเราล้มเหลว ทำให้โอกาสที่จะร่วมมือทำงานหรือแชร์ความรู้สึกกับคนอื่นไม่สามารถเกิดขึ้นได้

3. คิดว่าอะไรที่ไม่สำเร็จก็ไม่มีทางแก้ไขหรือไม่มีทางออกอื่นอีกแล้ว เช่น เด็กที่เอนทรานซ์ไม่ติด ก็ฆ่าตัวตาย ทั้งที่ความเป็นจริงเราก็สามารถเรียนในมหาวิทยาลัยเปิด หรือมหาวิทยาลัย เอกชนได้เหมือนกัน

การวิเคราะห์ความคิดของตัวเอง จึงเป็นกลไกเบื้องต้นที่ช่วยให้เราบริหารอารมณ์ของตัวเองภายใต้เหตุผล และความถูกความผิดได้ โอกาสที่จะคิดดีทำดีก็มีสูงขึ้น เหมือนภาษิตจีนโบราณ สอนไว้ว่า   เมื่อใจเราคิดอย่างไร เรื่องก็จะเป็นอย่างนั้น

นอกเหนือจากเรื่องการวิเคราะห์ตัวเองและบริหารอารมณ์ให้ได้แล้ว อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การปรับสมดุลชีวิตของตัวเอง เพราะโลกนี้อาจไม่ยุติธรรมหรือสมดุลอย่างที่เราเคยคาดหวังเอาไว้ ซึ่งเราต้องเข้าใจธรรมชาติของมันดังนี้

1. ภายใต้สภาพแวดล้อมของสังคมที่มีการแข่งขันสูงเหมือนในทุกวันนี้ ความพยายามแค่ไหนก็อาจจะยังไม่พอเพราะเราไม่สามารถเดาได้ว่าเบื้องหน้าเรามี อุปสรรคที่ยากแค่ไหน

2. มนุษย์ถึงจะเก่งแค่ไหนก็ตาม ทุกคนต่างก็ถูกควบคุมด้วยเวลาที่มีจำกัดเหมือนกันหมด

3. ต่อให้เราทุ่มเทแค่ไหน และต่อเนื่องแค่ไหน ทุกคนมีชีวิตเดียวเท่ากันหมด

ซึ่งข้อจำกัดเหล่านี้ เป็นอุปสรรคที่ทุกคนต้องยอมรับ และสร้างความพอดีให้เกิดขึ้น เหมือนรถไฟซึ่งอยากวิ่งได้ให้เร็วที่สุด แต่ถ้าเร็วเกินไปอาจตกรางได้ หรือช้าเกินไปก็อาจไม่ทันเวลา กลไกชีวิตก็เช่นกัน น้อยไปต้องบวก หากมากก็ต้องลบ เป็นความพอดีที่เราต้องเข้าใจและเรียนรู้

เช่นเดียวกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ โดยความพอเพียงคือความพอดีในการดำเนินชีวิต ในการทำธุรกิจอะไรคือพอดี กำลังมีเท่าไรจะทำเท่าไร และจากที่มีอยู่จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร  แม้แต่คนที่ไม่มีก็มีความสุขได้ ซึ่งทุกอย่างนั้นขึ้นอยู่กับความคิดของตัวเองและการบริหารสิ่งที่มีอยู่ให้ เกิดผลสูงสุดความสุขก็เกิดขึ้นได้

ข้อจำกัดของคนเรามีมากมายครับ ทั้งเวลา อายุ ฉะนั้นอย่าปล่อยให้อารมณ์และความคิดของเรามาเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต ในเมื่อเวลามีน้อยนักก็ต้องรู้จักใช้ชีวิตให้สมดุล เพื่อกระตุ้นให้ชีวิตมีความสุข มีจินตนาการและมีพลังในการทำงานต่อไป

เข้าใจเครือข่ายอย่างถูกต้อง

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ทุกคน 

ผมทีม ธัญนพพงศ์  พัชรธัชพงศ์

           วันนี้ผมจะมาให้ข้อมูลทุกๆคนนะครับ เกี่ยวกับธุรกิจวินวินนะคับ ซึ่งเป็นธุรกิจที่น่าสนใจมากๆ นะคับ ที่สามารถสร้างรายได้หลักแสนถึงกระทั่งหลักล้าน ให้กับเพื่อนๆ ได้นะครับ ในปี 2015 นี้นะครับ

         วันนี้ ธุรกิจ วินวิน นะคับ ภายใต้ระบบ CPPS SUCCESS SYSTEM นะครับ เป็นการรวมตัวกันระหว่างกลุ่ม win win และ กลุ่ม We are success นะคับ โดยเรามีสโลแกนที่ว่า ใครเจอเรา คนนั้นโชคดี นะครับ 

  เรามาดูกันนะคับ ว่าวันนี้เราโชคดียังไง ที่เราสามารถก้าวไปด้วยกันได้นะคับ เรื่องแรกนะคับ ก่อนอื่น ผมเชื่อว่าเพื่อนๆหลายคน อาจจะยังไม่เคยได้รับฟังเรื่องราวเกี่ยวกับ ธุรกิจเครือข่าย มาก่อน เราอาจจะมอง ธุรกิจเครือข่าย นั้น อีกมุมหนึ่ง แต่วันนี้ผมจะมาเสนออีกมุมมองหนึ่งที่ผมเห็นนะคับ เหมือนเลข 6 กับเลข 9 มันก็เหมือนกันการมองของคนที่เคยทำกับไม่เคยทำ ธุรกิจเครือข่าย มาก่อน อาจจะมองคนละด้านกันนะคับ ซึ่งไม่มีใครถูก/ผิด คับ เพราะเราแค่มองคนละด้านกันเท่านั้น แต่วันนี้ผมจะมาเสนอด้านที่ผมทำ ว่าธุรกิจเครือข่ายนี้ ดียังไงบ้าง อยากให้เพื่อนใหม่ๆ ลองฟังกันดูนะคับ 

      วันนี้ถามว่า ไม่ว่า เพื่อนๆ จะเป็น นักศึกษา ทำงานประจำ หรือเป็นเจ้าของธุรกิจนั้น ทุกๆคน ผมเชื่อว่า มีเป้าหมายในการสร้างชีวิต  5  - 10 ปี ข้างหน้า 

ถ้าเป็น นักศึกษา วันนี้เราจะคิดว่า อีกกี่ปีเราจะเรียนจบ หรือเมื่อเรียนจบไปแล้ว เราอยากมีเงินเดือนกี่บาท ทำงานอะไร 

ถ้าเพื่อนๆ กำลังทำงานประจำอยู่ เราก็จะคิดว่า เมื่อไหร่ เราจะมีเงินมากพอ ที่จะไปสร้างธุรกิจเป็นของตัวเองได้  

ถ้าพี่ๆ ที่มีธุรกิจส่วนตัวอยู่แล้ว ก็คงไม่มีใครที่อยากทำงานไปจนตลอดชีวิตนะคับ วันหนึ่งเราก็ต้องมีธุรกิจที่เติบโตและก็เกษียณตัวเองได้ 

      สรุปคือ นักศึกษา ก็อยากมองหางาน คนมีงานก็อยากมองหาธุรกิจ คนมีธุรกิจก็อยากวางแผนเกษียณตัวเอง ฉะนั้น ทุกคนที่เป้าหมาย คือการมีเงิน และเมื่อมีเงิน ก็ต้องการเวลา แต่วันนี้สิ่งที่อยากจะนำเสนอนะครับ 

 คุณเคยคิดไหมคับว่า ถ้าวันนี้คุณมีเครื่องมือสักอย่างหนึ่งที่ดีมากๆเลย ที่สามารถให้เงินและเวลาคุณได้พร้อมๆ กัน ในเวลาไม่เกิน 5 – 10 ปีได้ คุณว่า น่าสนใจมั้ยครับ

 ผมอยากให้ทุกคนรู้จักเรื่องราวอย่างหนึ่งนะคับ เรียกว่า เงินสี่ด้าน งานสี่ประเภท นะคับ 

     ขอยกตัวอย่างสัก 1 อาชีพครับ ซึ่งถ้าพูดถึงรายได้นั้น ถือว่าสามารถสร้างรายได้ดีมากเลยทีเดียว ผมกำลังพูดถึงอาชีพหมอ 1 คนคับ ที่ทำอาชีพแพทย์  เราเรียกว่า Employee นะคับ ก็ถือ เป็นลูกจ้างนะคับ เพราะทำงานที่ โรงพยาบาล ก็รับเงินเดือนจาก โรงพยาบาล นะคับ แต่เชื่อไหมคับ เมื่อหมอคนนี้มีเงินเก็บมากพอ ก็สามารถที่จะมาเปิดคลินิกเป็นของตัวเองได้ เราก็เรียกว่า Self-Employee  เป็นเจ้าของกิจการ งานลักษณะ 2 อย่างนี้นะคับ เราจะเรียกว่า เป็นรายได้ประเภท Active income  ความหมายคือ ต้องใช้แรง+ เวลา และกับรายได้ ซึ่งแน่นอนคือ เมื่อเรามีแรงก็มีรายได้ แต่ถ้าวันหนึ่งเราไม่มีแรงนะคับ เราก็ไม่มีรายได้ เมื่อเราป่วย รายได้ก็หายไปด้วย งาน 2 อย่างนี้ อยู่ฝั่งซ้ายนะคับ 

       แต่มีงานอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งอยู่ฝั่งขวาหนึ่งนะคับ ก็คือ Business Owner อาชีพหมอ เมื่อมีประสบการณ์ทำงานสูงขึ้น เขาก็อาจจะไม่ต้องเป็นหมอใน โรงพยาบาล อีกต่อไป และไม่เปิดคลินิกแล้ว แต่เขาเลือกที่จะเป็นเจ้าของ โรงพยาบาล เองเลย หมอคนนั้น อาจจะไม่ต้องได้ตรวจอะไรเอง แต่เค้าก็จ้างหมอเก่งๆ และทำระบบ โรงพยาบาล ให้ดีๆ นะคับ ซึ่งเค้าก็เป็น ผู้อำนวยการ โรงพยาบาล ได้นะคับ ไม่ต้องใช้เวลาส่วนตัวไปตรวจคนไข้ แต่ใช้ระบบของ โรงพยาบาล นั้น สร้างรายได้ให้เขา ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นอาชีพหมอ จะเป็นอาชีพอื่นก็ได้ ที่เค้าสามารถ สร้างระบบขึ้นมา โดยที่เค้าเป็นเจ้าของระบบ ระบบก็ทำงานแทนได้ อีกช่องทางหนึ่งนะคับ เมื่อหมอคนเดียวกันมีรายได้จากระบบเยอะมากพอแล้ว เงินเก็บที่มากพอ แทนที่เค้าจะเอาไปฝากธนาคาร เพื่อกินดอกเบี้ยเพียง 2 -3 % เค้าอาจจะเอาไปลงทุนหลายๆ อย่าง ซึ่งก็ทำให้มีรายได้จากการลงทุนอันนั้นนะคับ เค้าไม่จำเป็นต้องอยู่บ้าน หรือที่ทำงาน แต่เค้าก็มีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราเรียกรายได้ตรงนี้ว่า Investor หรือ นักลงทุน นะคับ รายได้ประเภทนี้เราจะเรียกว่าเป็น Passive income  ที่แรกๆ อาจจะใช้แรง +  เวลา แต่สักพักหนึ่ง แรงและเวลา ก็จะเริ่มเปลี่ยนเป็น  ทรัพย์สิน จากนั้นทรัพย์สินที่เราสร้างขึ้นมาก็จะสร้างรายได้ให้เราได้นะคับ

 บางคนอาจจะไม่เข้าใจว่า ทรัพย์สินอะไรที่สามารถสร้างรายได้ๆ ผมจะยกตัวอย่างรายได้ที่มองให้เห็นภาพ สัก 4 แบบ

1. อสังหาริมทรัพย์ เพื่อนๆบางคนก็ยังคงต้องจ่ายเงินให้กับใครบางคนที่เป็นเจ้าของคอนโด หอพัก ห้องเช่า โรงแรม ฯลฯ ที่เราเช่าอยู่จริงไหมคับ เจ้าของ ไม่ต้องเหนื่อยในการทำงาน ทั้งเดือน แต่เขาเพียงแค่เก็บค่าเช่าจากการที่คุณเช่าอยู่  30 วัน 

2. หุ้น ดอกเบี้ย หากคุณมีเงินมากพอ คุณอยากเอาเงินไปลงทุนซื้อหุ้น รอเงินปันผล หรือจะฝากธนาคารแล้วรับดอกเบี้ย

3. ลิขสิทธิ์ทางปัญญา อาจจะมีใครบางคน ที่สามารถที่จะคิดค้น เขียนหนังสือ ผลิต APP หรือหลายๆ อย่างที่สามารถจะ ลิขสิทธิ์ เป็นของคุณได้ แล้วคุณก็เก็บรายได้จากค่า ลิขสิทธิ์ ได้นะคับ 

4. เครือข่าย ซึ่งปัจจุบันนี้ คุณอาจจะคิดถึง เครือข่าย เจ้าของมือถือ แต่ปัจจุบัน เครือข่ายมีหลากหลายมากเลยนะคับ เช่น เฟส ไลน์ วันนี้อะไรๆ ก็เป็นเครือข่ายไปหมดเลย ขนาดไปทานข้าว ยังต้องเป็นสมาชิกเพื่อรับส่วนลด 

   ข้อดีที่เราจะเป็นเจ้าของรายได้แบบ Passive income วันนี้ ทำให้เวลาของคนที่ทำงาน 1 คน ที่เรียน 20 ปี และทำงานถึง 40 ปี เพื่อวางแผนในการเกษียณตัวเอง ซึ่งคุณก็จะได้ใช้เงินที่คุณหามาตลอดชีวิต ในการใช้ชีวิต แต่วันนี้จะดีกว่าไหมคับ ไม่ว่าชีวิตคุณจะผ่านมากี่ปี คุณมีโอกาสได้เข้าทำธุรกิจ วินวิน ที่เรียกว่า โปรเจค ระบบ CPPS ประมาณ 1-2 ปี แล้วมันหยุดได้ แล้วงานนี้จะเกิดเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของคุณ แล้วคุณก็จะมีรายได้ที่ทำให้คุณใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข 

 วันนี้ผมจะพูดถึงธุรกิจ ซึ่งธุรกิจ ก็จะมีด้วยกันหลายๆรูปแบบ แต่เดิม จะเป็นธุรกิจแบบ แฟรนไชส์ คือ เราลงทุนเปิดสาขาขึ้นมา ถ้าเราต้องการสร้างยอดธุรกิจ 1 แสนบาท เราก็ต้องเปิดสาขาเพิ่ม 

 ทีนี้ ธุรกิจเครือข่าย ที่หลายๆ คนเข้าใจผิด ก็คือ  รูปแบบธุรกิจขายตรงในอดีต เราต้องการยอดขาย 100,000 บาท แต่เราต้องการคนช่วย 10 คนมาขาย คนละหมื่น แต่วันนี้ผมกำลังพูดถึงเครือข่ายสมัยใหม่นะคับ ที่เราเรียกว่า เครือข่ายผู้บริโภค หรือเครือข่ายผู้ใช้นะคับ เราต้องการมียอด 100,000 บาท โดยใช้คนเพียง 100 คน ใช้สินค้าคนละ 1,000 บาท

 วันนี้ผมจะคุยให้ฟังว่า อะไรคือ ธุรกิจเครือข่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากๆเลยนะคับ วันนี้นะคับ ร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ ห้างต่างๆ ผมคิดว่า หลายๆคน เข้าร้านพวกนี้เป็นประจำ เข้าไปเพื่อซื้อสินค้าเหล่านี้คือ สบู่ แชมพู ยาสีฟัน ผงซักฟอก หรือเครื่องสำอาง 

คำถามคับ  

1 เราซื้อสินค้าพวกนี้มากี่ปีแล้ว? 

2 เราซื้อสินค้าเหล่านี้เดือนละประมาณกี่บาท? 

3 เราซื้อล่าสุดเมื่อไหร่? 

        ลองถามตัวเองดูนะคับ และ เราซื้อสินค้าเหล่านี้ ในร้านแบบนี้ เราเคยได้เงินคืนหรือเปล่า แน่นอน คับ ไม่เคยได้เงินคืนเลย 


ทำไม? ถึงไม่ได้เงินคืนหละคับ 

คำตอบคือ 

       วันนี้เรายังทำตัวเป็นเครือข่ายของใครบางคนอยู่ เราลองคิดภาพดูว่า สินค้าพวกนี้ เรายังคงจำเป็นต้องกินต้องใช้ แทนที่เราจะเป็นเครือข่ายของใครบางคนวันนี้เรามาเป็นเจ้าของเครือข่ายเองดีกว่าหรือป่าว 

หากว่าวันนี้มีร้านค้าที่เราคุ้นเคยมากๆ สมมติ เป็นสองร้านนี้นะคับ คือ ร้าน เอ กับ ร้าน แซด ถ้าวันนี้สองร้านนี้อยู่ติดกัน แล้วเพื่อนๆ ต้องการซื้ออาหารเสริม 

ผมถามว่า เพื่อนๆจะเข้าร้านไหนดี เพื่อนๆอาจจะบอกกว่า ร้านได้ก็ได้ แต่สมมติว่า ร้านเอ มีข้อเสนอว่า สมัครเป็นหุ้นส่วนกับร้านที่ซื้อประจำ แล้วไม่ว่าเราจะซื้อของที่นี่ หรือชวนคนรู้จักมาซื้อ เพื่อนๆ สามารถรับรายได้จากการที่คุณซื้อหรือยอดจากพี่เพื่อนคุณซื้อ เพื่อนๆ ว่าดีไหมคับ แบบนี้ 

        คำถามที่ผมอยากจะถามคือ ถ้าร้านเอ ให้เงื่อนไขแบบนี้ เพื่อนๆ ก็คงไม่เข้าร้านแซดอีกแล้ว ใช่ไหมคับ แต่ในความเป็นจริง ร้านทั้งสอง ก็ไม่ให้เงื่อนไขแบบนี้กับคุณแน่นอนคับ เพราะคุณไม่ได้ลงทุนเลย จะซื้อสินค้า แล้วรับเงินปันผล ไม่ได้ วันนี้ เพื่อนๆ รู้จักร้านที่ให้เงื่อนไขแบบนี้หรือป่าว  ไม่มีแน่นอน 

      สำหรับ ธุรกิจเครือข่าย นะคับ คือธุรกิจอย่างหนึ่ง ที่เปิดร้านแบบ เอกับแซด แล้วก็มีสินค้าและบริการที่มีคุณภาพแล้วก็เปิดโอกาสให้คนทุกคนมีโอกาสที่จะเข้าไปเป็นหุ้นส่วน หน้าที่ของเราคือไม่ต้องลงทุน เพียงแค่ลงแรง กระจายข่าว บอกคนที่เรารู้จักว่าวันนี้ วินวิน มีสินค้าและบริการที่มีคุณภาพแล้วก็เปิดโอกาสให้คนทุกคนมีโอกาสที่จะเข้าไปเป็นหุ้นส่วนและมuเงินปันผลคืนให้ด้วย 

      โลกของเรา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นระบบเครือข่ายที่มีผลตอบแทนคืนกลับมา ถ้าสมัยก่อน คือ ระบบสหกรณ์ คือการแบ่งประโยชน์กันระหว่าง ผู้ที่ซื้อสินค้าร่วมกันลงทุน แล้วคืนกำไรให้ในแต่ละเดือน สมัยนี้เรียกว่า ธุรกิจแฟรนไชส์ ขยายสาขาไปเรื่อยๆ หรือ App ต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้คนที่สามารถคิดแล้วนำไปขายได้ ที่ App store หรือ โปรแกรมไลน์ ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี แต่ไลน์สามารถสร้างรายได้จากเครือข่ายผู้ใช้มือถือ คือ การดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์ต่างๆ มาไว้ในเครื่อง ทำรายได้สูงมาก ซึ่งทั้งหมดนี้ที่ผมพูดมา ถ้าเราไม่มีเงินลงทุน ก็ไม่สามารถเป็นเจ้าของได้ใช่ไหมคับ

       แต่ธุรกิจที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้แน่ๆ ก็คือ การลงทุนกับธุรกิจเครือข่าย ซึ่งหลักการในการเลือกทำธุรกิจเครือข่ายที่มีทีม Marketing ที่เป็นทีมมืออาชีพ ซึ่งนั่นก็คือ ธุรกิจ วินวินครับ ที่คุณสามารถสมัครเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจเพียงแค่ 100 บาท เท่านั้นครับ  บริษัทลงทุน 10,000,000 ล้าน และมีทุนในการหมุนเวียนสินค้าอีก 100,000,000 ล้านบาท เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับคุณได้อย่างถาวรได้ครับ  ที่สำคัญ ไม่มีความเสี่ยง

**************

WE ARE SUCCESS TEAM

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

อ.ธัญนพพงศ์  พัชรธัชพงศ์  084-7412690/087-6893599

ไลน์ ckdekphrae

win win together

ขั้นตอนการดูแล DL ใหม่

ขั้นตอนการดูแล DL ใหม่

แนวคิดหลักคือ

“สิ่งที่เราได้เรียนรู้ คือสิ่งที่เราต้องถ่ายทอด”
“สิ่งที่เราทำกับเขา เขาจะลอกเลียนแบบการกระทำของเรา”

     วันที่คุณได้สมัครเข้ามา วันนั้นคุณอยู่ในฐานะ DL คุณมีหน้าที่ ที่จะต้องเรียนรู้วิธีการที่จะทำให้ตนเองประสบความสำเร็จจากผู้สำเร็จหรือ UL ของคุณ และทันทีที่คุณ SPONSOR เพื่อนคุณเข้ามาคุณก็จะมีอีกหนึ่งฐานะทันทีคือ UL หน้าที่ของคุณคือการถ่ายทอดสิ่งที่คุณได้เรียนรู้มา และลงไปทำงานกับเขา และนี่คือสิ่งที่คุณจะต้องทำกับเขา

1.  อธิบายธุรกิจ วิน วิน เวิลด์ไวด์ และ ระบบธุรกิจ

2. เคลียร์แผนการตลาด ธุรกิจวิน วิน เวิลด์ไวด์

3. แนะนำผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งคุณสมบัติ และวิธีใช้ผลิตภัณฑ์

4. โปรโมท การเรียนรู้ แนวคิดธุรกิจ

5. โปรโมท การเข้างาน และขายบัตรงาน

6. แนะนำระบบ 3 7 5 และ CPPS SUCCESS SYSTEM  การใช้ สื่อ CD (3 เชือ  7 หลักแห่งความสำเร็จ 5 บทบาท)

7. แนะนำ เทคนิคการเชิญชวนคนเข้าร่วมธุรกิจ

8. ฉีดวัคซีน  ป้องกันโรคภูมิแพ้ (อธิบายเรื่องข้อโต้แย้งต่างๆ)

9. นัดหมายครั้งถัดไปภายใน 72 ชม.

10. โทรติดตามทันทีภายใน 24 ชม.

11.  ต้องรู้ว่าการพบกันครั้งถัดไปต้องไปทำอะไร และต้องเตรียมอะไรไปบ้าง

12. ช่วยให้เขามี DL ใหม่ภายใน 72 ชม.

13.  ช่วยให้เขามี HM ในสัปดาห์แรก

14. ถามเขาเรื่องการใช้สินค้า และเปิดใจสินค้ารายการอื่นเพิ่มเติมอีก

15. เตรียมตัวให้ดีสำหรับการพาเข้าเซนเตอร์ครั้งแรก

16. ช่วยให้เขามีเพื่อนใหม่ในเซนเตอร์ที่เหมาะสม

17. สังเกตการ AFTER MEETING ครั้งแรกของเขา

18. ปรึกษา UL ที่ทำงานด้วยกันเพื่อประเมินวางแผนการทำงานติดตามต่อไป

19. สร้างสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เช่น การแชร์ค่าใช้จ่าย เป็นต้น

20. คอยสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงเพื่อให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ทันเวลา

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
อ.ธัญนพพงศ์  พัชรธัชพงศ์ 
084-7412690 ไลน์ ckdekphrae
win win together

ขั้นตอนการดูแล DL ใหม่

ขั้นตอนการดูแล DL ใหม่

แนวคิดหลักคือ

“สิ่งที่เราได้เรียนรู้ คือสิ่งที่เราต้องถ่ายทอด”
“สิ่งที่เราทำกับเขา เขาจะลอกเลียนแบบการกระทำของเรา”

     วันที่คุณได้สมัครเข้ามา วันนั้นคุณอยู่ในฐานะ DL คุณมีหน้าที่ ที่จะต้องเรียนรู้วิธีการที่จะทำให้ตนเองประสบความสำเร็จจากผู้สำเร็จหรือ UL ของคุณ และทันทีที่คุณ SPONSOR เพื่อนคุณเข้ามาคุณก็จะมีอีกหนึ่งฐานะทันทีคือ UL หน้าที่ของคุณคือการถ่ายทอดสิ่งที่คุณได้เรียนรู้มา และลงไปทำงานกับเขา และนี่คือสิ่งที่คุณจะต้องทำกับเขา

1.  อธิบายธุรกิจ วิน วิน เวิลด์ไวด์ และ ระบบธุรกิจ

2. เคลียร์แผนการตลาด ธุรกิจวิน วิน เวิลด์ไวด์

3. แนะนำผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งคุณสมบัติ และวิธีใช้ผลิตภัณฑ์

4. โปรโมท การเรียนรู้ แนวคิดธุรกิจ

5. โปรโมท การเข้างาน และขายบัตรงาน

6. แนะนำระบบ 3 7 5 และ CPPS SUCCESS SYSTEM  การใช้ สื่อ CD (3 เชือ  7 หลักแห่งความสำเร็จ 5 บทบาท)

7. แนะนำ เทคนิคการเชิญชวนคนเข้าร่วมธุรกิจ

8. ฉีดวัคซีน  ป้องกันโรคภูมิแพ้ (อธิบายเรื่องข้อโต้แย้งต่างๆ)

9. นัดหมายครั้งถัดไปภายใน 72 ชม.

10. โทรติดตามทันทีภายใน 24 ชม.

11.  ต้องรู้ว่าการพบกันครั้งถัดไปต้องไปทำอะไร และต้องเตรียมอะไรไปบ้าง

12. ช่วยให้เขามี DL ใหม่ภายใน 72 ชม.

13.  ช่วยให้เขามี HM ในสัปดาห์แรก

14. ถามเขาเรื่องการใช้สินค้า และเปิดใจสินค้ารายการอื่นเพิ่มเติมอีก

15. เตรียมตัวให้ดีสำหรับการพาเข้าเซนเตอร์ครั้งแรก

16. ช่วยให้เขามีเพื่อนใหม่ในเซนเตอร์ที่เหมาะสม

17. สังเกตการ AFTER MEETING ครั้งแรกของเขา

18. ปรึกษา UL ที่ทำงานด้วยกันเพื่อประเมินวางแผนการทำงานติดตามต่อไป

19. สร้างสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เช่น การแชร์ค่าใช้จ่าย เป็นต้น

20. คอยสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงเพื่อให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ทันเวลา


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
อ.ธัญนพพงศ์  พัชรธัชพงศ์ 
084-7412690 ไลน์ ckdekphrae
win win together

กลยุทธ์ในการประสบความสำเร็จในธุรกิจ win win

กลยุทธ์ในการประสบความสำเร็จในธุรกิจ win win

กลยุทธ์ในการทำธุรกิจเครือข่ายของหลาย ๆ คน เป็นกลยุทธ์ที่ผิดพลาด อย่างรุนแรง เพราะพวกพวกเขามุ่งชนเป้าหมายเพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่ได้สนใจการเตรียมการล่วงหน้า แต่อย่างใดก็ตาม ถ้าเปรียบกับการยิงปืนก็คือ ยิง->เตรียมพร้อม->เล็ง  ซึ่งย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะยิงโดนเป้าหมายด้วยขั้นตอนแบบนี้  ดังนั้นในการทำธุรกิจเครือข่ายคุณควรจะมีกลยุทธ์ที่ถูกต้อง เพื่อที่จะทำให้คุณได้รับผลลัพธ์เท่าที่คุณต้องการ 

คุณต้องการรู้กลยุทธ์นั้นหรือยัง ?
  ความสวยงามอย่างหนึ่งของธุรกิจเครือข่ายก็คือ สมการของอัตราการประสบความสำเร็จและล้มเหลวของคุณ ล้วนขึ้นอยู่กับคุณทั้งสิ้น ซึ่งคุณไม่จำเป็นที่จะต้องมีเงินมากมาย หรือไม่จำเป็นต้องมีที่ทำงานขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่คุณจำเป็นต้องมีนั่นก็คือกลยุทธ์ในการทำธุรกิจที่ถูกต้อง เท่านั้นก็เพียงพอต่อการประสบความสำเร็จของคุณในธุรกิจเครือข่ายแล้ว
แต่คุณต้องเข้าใจว่าไม่มีเวทมนต์ในโลกแห่งความเป็นจริงฉันใด ก็ไม่มีกลยุทธ์ใด ที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จได้ชั่วข้ามคืนฉันนั้น  แต่ในวันนี้เราจะพูดถึงกลยุทธ์ที่จะช่วยให้คุณเริ่มต้นได้อย่างถูกต้อง รวมถึงสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริง

ต่อไปนี้คือ 9 กลยุทธ์นั้น
1. การให้ความสำคัญกับชีวิตของคุณ :
        การเตรียมตัวประการแรกในการทำธุรกิจเครือข่าย ก่อนอื่นคุณจำเป็นต้องตระหนักถึงความสำคัญของชีวิตของคุณก่อน นั่นหมายความว่า คุณต้องตระหนักว่าชีวิตนี้เป็นของคุณ ไม่ใช่เป็นของงานของคุณ และไม่ใช่เป็นของเจ้านายของคุณ เพราะถ้าคุณไม่สามารถตระหนักถึงความสำคัญข้อนี้ได้ คุณจะไม่สามารถก้าวออกมาเพื่อสร้างธุรกิจเครือข่ายได้อย่างแน่นอน เพราะคุณก็จะยังติดอยู่กับงานของคุณ กับนายจ้างของคุณ และให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านั้นมากกว่าอนาคตของคุณเองเสียอีก

2. การตั้งเป้าหมาย : 
            การตั้งเป้าหมายในการทำธุรกิจ ซึ่งเป้าหมายนั้นควรจะชัดเจน และมีเวลากำหนดชัดเจน จึงจะเรียกว่าการตั้งเป้าหมายที่ถูกต้อง พึงระลึกไว้เสมอว่า ยิ่งเป้าหมายของคุณมีขนาดใหญ่เท่าใด คุณจะยิ่งมีการลงมือทำให้หนักเทียบเท่ากับเป้าหมายนั้น

3. การสร้างวิสัยทัศน์ : 
         สร้างวิสัยทัศน์ของสิ่งที่คุณจะมุ่งไปในการทำธุรกิจกับทีมงานของคุณ รวมถึงกลุ่มคนรอบตัวที่มีความสำคัญกับคุณ ไม่ว่าจะเป็น สามี ภรรยา ลูก พ่อ แม่ เพื่อที่พวกเขาจะได้เข้าใจถึงสิ่งที่คุณกำลังจะทำ และเป็นการสร้างพันธะสัญญา เพื่อตอกย้ำการลงมือทำในธุรกิจเครือข่ายของคุณอีกทางหนึ่งด้วย

4. ค้นหาคุณค่าของตัวคุณ : 
            ค้นหาว่าคุณค่าของตัวคุณนั้นคืออะไร ไม่ว่าจะเป็นการมีความตั้งใจในการทำงาน ความกระตือรือร้นในการทำงาน หรือการเข้ากับคนได้ง่าย เพื่อที่คุณจะสามารถนำจุดเด่นเหล่านั้นของคุณไปใช้ในการทำธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. ค้นหาทักษะที่คุณเชี่ยวชาญ : 
      ค้นหาว่าคุณเชี่ยวชาญในทักษะใด และทักษะที่คุณเชี่ยวชาญนั้น สามารถนำพาให้คุณประสบความสำเร็จได้หรือไม่  ถ้าทักษะนั้นสามารถทำได้คุณย่อมได้เปรียบในการแข่งขันในธุรกิจนี้ แต่หากคุณไม่มี คุณจำเป็นต้องพัฒนาทักษะที่สำคัญ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการพูด การสื่อสาร การเข้าหาผู้คน เป็นต้น

6. การเลือกกลุ่มเป้าหมาย : 
       คุณจำเป็นต้องเลือกกลุ่มผู้มุ่งหวังที่คุณจะเข้าไปทำธุรกิจ ให้เหมาะสมกับธุรกิจที่คุณกำลังทำ คุณคงไม่อยากแนะนำเครื่องใช้ภายในเครือเรือนให้กับนักศึกษา และคงไม่อยากแนะนำยาให้กับเด็กวัยรุ่นอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงควรเลือกกลุ่มเป้าหมายให้ดีก่อน

7. การเลือกใช้ระบบ : 
        ระบบเป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างทีมงาน เพราะเมื่อคุณแนะนำธุรกิจให้กับนักธุรกิจหน้าใหม่ พวกเขาควรมีระบบที่ช่วยพวกเขาในการเริ่มต้นที่ถูกต้อง มิเช่นนั้นพวกเขาคงไม่สามารถอยู่ในธุรกิจ ได้นานจนประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน ดังนั้นคุณควรเลือกระบบที่ง่ายและลอกเลียนแบบได้แบบ 100%

8. ค้นหาพลังแฝงในตัวคุณ : 
      ในตัวเราทุก ๆ คนล้วนแล้วแต่มีพลังชนิดหนึ่ง ที่จะช่วยทำให้สิ่งที่ยากเกินกำลังของเรา สำเร็จไปได้ด้วยดี และถ้าเราต้องการที่จะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง เราจำเป็นต้องค้นหาพลังเหล่านั้นให้เจอ แต่ขอให้คุณเชื่อมั่นครับ เพราะพลังนั้นมีอยู่ในตัวของทุก ๆ คน

9. ค้นหาแหล่งเพิ่มความรู้ของคุณ: 
        ในการทำธุรกิจเครือข่ายคุณจะต้องต่อสู้กับปัญหา และปัญหาที่คุณเจอก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ตามความสำเร็จที่คุณได้รับ ดังนั้นคุณควรจะมีแหล่งเพิ่มพูนความรู้ เพื่อทำให้คุณสามารถรับมือกับปัญหาเหล่านี้ และสามารถก้าวข้ามผ่านปัญหาเหล่านี้ได้
      และนี่คือกลยุทธ์ทั้งหมด แต่ผู้คนส่วนใหญ่ จะสนใจเฉพาะในสิ่งที่ตนเองเชี่ยวชาญและทำได้ดี โดยไม่ได้สนใจที่จะปรับปรุงข้อด้อยของพวกเขา ทั้ง ๆ ที่อันที่จริงทุกกลยุทธ์นั้น ล้วนมีความสำคัญเท่าเทียมกันและไม่สามารถขาดตกบกพร่องได้

ความสมํ่าเสมอ อีกจุดหนึ่งของความสำเร็จ
         นี่คืออีกหนึ่งบทความที่ผมไปสะดุดมันเข้าโดยบังเอิญ เป็นบทความของคุณบอยหรือ คุณวิสูตร แสงอรุณเลิศ ผู้เขียนหนังสือ งานไม่ประจำทำเงินกว่า ซึ่งเป็นหนังสือติดอันดับขายดีเล่มหนึ่ง และผมเห็นว่ามีประโยชน์ จึงอยากนำมาแชร์ในบล๊อคของผม...
เอาหละติดตามกันได้เลยครับ...

ผมคิดว่า "ความสม่ำเสมอ" นั้นคือ เคล็ดลับแห่งความสำเร็จทั้งปวง....

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องออมเงิน เรื่องลงทุน เรื่องสุขภาพ เรื่องความรัก

ถ้าเราทำมันอย่างสม่ำเสมอ ความสำเร็จจะค่อยๆเกิดขึ้นเอง โดยที่เราก็ไม่รู้ตัว เพราะความสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องของการก้าวหนึ่งก้าวได้ยาวหนึ่งกิโลเมตร แต่มันคือการก้าวไปข้างหน้าวันละหนึ่งเมตร เป็นเวลาหนึ่งพันวันที่คนส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จนั้น ผมว่าไม่ใช่เพราะพวกเขาลำบากเกินไป แต่เป็นเพราะสบายเกินไป

         สมมติว่า มีคน 100 คนอาศัยอยู่บนเกาะที่มีอาหารไม่ค่อยพอกิน และห่างออกไปตรงนั้น คือ เกาะสวรรค์  วันนึงพระเจ้าก็เสกเรือลำเล็ก ๆ พร้อมไม้พายมาให้คนละลำ แต่ปัญหาก็คือ ไม่มีใครพายเรือเป็นทุกคนจึงต้องฝึกพาย

เชื่อมั้ยครับ ใน 100 คนนี้
50 คน จะบอกว่าน่าสนใจ เดี๋ยววันหลังจะลองดู แล้วก็ลืมเรื่องนี้ไป

30 คน มายืนด้อม ๆ มอง ๆ แล้วบอกว่าท่าจะยาก อยู่บนเกาะนี้ก็ดีอยู่แล้ว

10 คน จะไม่ยอมฝึก แต่ลองพายดูเองสักพักแล้วก็บอกว่าเหนื่อย ยาก หยุดดีกว่า

5 คน ฝีกมาอย่างดี พายไปได้ครึ่งทางแล้ว แต่ดันบอกว่า หมดแรง ขอพายกลับดีกว่า (จะถึงอยู่แล้วเชียว)

มีเพียง 5 คน เท่านั้นที่อดทน ฝึกฝน ฟันฝ่า ท้าแดดลมฝนจนมาถึงเกาะสวรรค์
และนั่นก็เป็นคำตอบว่า ทำไมโลกนี้จึงมีคนสำเร็จน้อยเหลือเกิน

ไม่ใช่ "ความล้มเหลว" หรอกที่ฉุดเราไว้

แต่เป็น "ความกลัวที่จะล้มเหลว" ต่างหาก

เพราะความล้มเหลวยังสอนอะไรบางอย่างกับเรา
แต่ความกลัวที่จะล้มเหลวไม่เคยสอนอะไรเลย เพราะเราจะไม่ลงมือทำ

ถ้ามีใครสักคนไปแกะพื้นบันไดสู่ความสำเร็จดู เขาจะพบว่า ใต้บันไดนั้นเต็มไปด้วยความล้มเหลว  แต่เนื่องจากมันอยู่ใต้บันได น้อยคนจึงเคยได้เห็น คนส่วนมากจึงคิดเองว่า ความสำเร็จนั้นได้มา  เพราะโชคจึงขึ้นสู่ความสำเร็จได้ต่างหาก

เมื่อยังเยาว์ ครูของเราชื่อ "ความล้มเหลว" ครับ
แต่พอโตขึ้น ครูคนนี้ท่านจะเปลี่ยนชื่อเป็น "ประสบการณ์"


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
อ.ธัญนพพงศ์  พัชรธัชพงศ์ 
084-7412690 ไลน์ ckdekphrae
win win together

การรับมือกับการปฏิเสธ และข้อโต้แย้ง

การรับมือกับการปฏิเสธ และข้อโต้แย้ง



1.  สิ่งต่าง ๆ  เปลี่ยนแปลงทุก  100  วัน

      ถ้าผู้มุ่งหวังพูดว่า  "ไม่ "  กับคุณในวันนี้   ไม่ได้หมายความว่าเขาจะปฏิเสธคุณตลอดไป   มันเป็นเรื่องของจังหวะเวลา  ถ้าเขาพูดว่า  "ไม่ " บอกตัวเองว่าเขาเพียงพูดว่าขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม   มันสำคัญที่คุณต้องรักษาความเป็นไปได้ไว้ คุณไม่ต้องท้อแท้และปิดโอกาสไปอย่างถาวร แต่ควรพูดในลักษณะว่า  "ขอบคุณที่สละเวลาทำความเข้าใจในธุรกิจที่ผมทำอยู่   ผมยังอยากให้คุณเข้ามาร่วมธุรกิจนี้อย่างยิ่ง   ดังนั้น   ผมจะบอกตัวเองว่านี่ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม    ผมหวังว่าคุณจะโทรหาผมเมื่อคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมนะครับ"   ในขณะเดี่ยวกันก็โทรหาเขาเป็นครั้งคราวอย่างที่บอก

2.  ในตอนเริ่มต้น  ความเงียบคือโอกาสทอง

        อย่าปล่อยให้ดาวไลน์มือใหม่ของคุณ ออกหาผู้มุ่งหวังก่อนที่เขาจะได้รับการฝึกอบรมอย่างเพียงพอจากคุณ    และไม่เพียงแต่พวกเขาต้องเตรียมตัวเตรียมใจกับการถูกปฏิเสธ เน้น   ยังต้องเรียนรู้ถึงการจัดการกับการปฏิเสธด้วย   ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นคือการคัดค้านเล็กน้อย   และสิ่งเหล่านี้จะทำลายความมั่นใจ   และความเชื่อมั่นของดาวไลน์ของคุณ    การปฏิเสธที่ร้ายที่สุดแท้จริงแล้วกลับมาจากคู่สมรสของเขาเอง   
         ทางที่ดีที่สุดคือ   ห้ามไม่ให้เขาพูดกับคนอื่นเรื่องโอกาสทางธุรกิจ   จนกว่าคุณจะสอนเขาอย่างเพียงพอ 

3.  ข้อโต้แย้งเป็นสิ่งที่ดี  !

         เสียงคัดค้านให้โอกาสคุณเข้าใจกับความกังวลที่อยู่ภายในใจของผู้มุ่งหวัง   สถานการณ์ที่แย่กว่าคือ   การปฏิเสธที่เขาไม่บอกอะไรคุณเลยนอกจากบอกว่า   โอกาสนั้นไม่เหมาะสำหรับเขา   ถ้าเจอเข้าแบบนี้คุณย่อมไม่สามารถไปทำอะไรต่อได้   แต่สิ่งเดียวที่คุณสามารถทำได้ก็คือ  พยายามขจัดการคัดค้านของเขาออกไปก่อน   จงพูดดักคอในสิ่งที่เขาจะเอ่ยปากคัดค้าน   เช่น   "บางคนกล่าวว่านี้เป็นการขายแบบพีระมิด   คุณกังวลเรื่องนั้นด้วยหรือไม่    ถ้าใช่   ผมจะชี้แจงความแตกต่างให้คุณฟัง"   

          อีกวิธีหนึ่งลองให้เขาจินตนาการภาพโอกาสธุรกิจว่าเป็นอย่างไร   และพยายามแก้ไขภาพนั้นให้ถูกต้อง  "คุณมีภาพอะไรอยู่ในใจเมื่อผมบอกเล่าโอกาสทางธุรกิจนี้ให้คุณฟัง   ภาพในใจผมตอนรับฟังเกี่ยวกับธุรกิจเครือข่ายครั้งแรก   คือการเร่ขายสินค้าตามบ้าน   และปฏิกิริยาตอบสนองทันทีของผมคือ   นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการทำ   นั่นเป็นความคิดของคุณด้วยหรือเปล่า"  ประเด็นคือพยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย   จนกล้าที่จะพูดถึงเรื่องความกังวลใจของเขากับคุณ

4. ข้อโต้แย้ง :  ผมไม่มีเงิน
  คำตอบที่เป็นไปได้คือ    "นั่นเป็นเหตุผลที่ถูกต้องว่าทำไมคุณควรจะพิจารณา    ธุรกิจนี้    ธุรกิจประเภทอื่นอาจต้องการเงินทุนพอสมควร   แต่ในการตลาดแบบเครือข่าย   คุณใช้เงินทุนเพียงเล็กน้อยหรืออาจไม่ต้องใช้เลย   อันที่จริง   คุณจำเป็นต้องใช้เงินจำนวน   XXX   บาท   ในตอนแรกเท่านั้น   ที่เหลือก็เป็นเรื่องของความปรารถนา   ที่จะประสบความสำเร็จ    และความเต็มใจที่จะอุทิศเวลาให้กับมันมากกว่า " 

5.  ข้อโต้แย้ง :  ดิฉันขายไม่เป็นหรอกหรือผมไม่ใช่นักขาย
  คำตอบที่เป็นไปได้คือ   "เมื่อผมถูกชักนำเข้าสู่ธุรกิจนี้    ผมมีภาพในหัวว่า   ผมต้องเดินขายสินค้าตามบ้าน    มันเป็นภาพในอดีต   อย่างน้อยที่สุดสำหรับผม   เราไม่ขายในลักษณะที่คุณคิดว่าการขายจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้น   สิ่งที่เราทำคือ   บอกเล่าข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่เราชอบ   และใช้ส่วนตัวให้คนอื่นฟัง"   หรือ   "ผมก็ขายไม่เป็นเช่นกัน    แต่เรามีวีดีโอและเทปที่อธิบายถึงผลิตภัณฑ์    และช่วยกระตุ้นให้คนซื้อ"   หรือ    "ให้ผมถามคุณอย่างนี้ดีกว่า   ถ้าคุณได้ดูภาพยนต์ที่ดี  ๆ  สักเรื่องคุณจะบอกเพื่อนคุณไหม    แล้วคุณจะทำอย่างเดียวกันถ้าคุณเจอผลิตภัณฑ์ที่คุณชอบหรือไม่    ในทำนองเดียวกัน    เราจะบอกต่อถึงสิ่งที่เราชอบในผลิตภัณฑ์    สิ่งนี้ไม่ใช่การขาย    นี่เป็นการโฆษณาปากต่อปากมากกว่า" 

6.  ข้อโต้แย้ง : ผมไม่มีเวลาหรอก
       คำตอบที่เป็นไปได้   "ผมเข้าใจว่าคุณรู้สึกอย่างไร    ผมเคยคิดว่าผมไม่มีเวลา   แต่ผมพบว่าถ้ามันสำคัญมากพอ    เรามักหาเวลาทำมันได้    การได้คุยกับคนจำนวนมากที่เหมือนตัวคุณ    ผมว่ามันสำคัญสำหรับคนส่วนมากที่จะใช้เวลาหาแหล่งรายได้ที่  2" 

7.  ข้อโต้แย้ง  :  ผมไม่รู้จักใครสักหน่อย
      
         คำตอบที่เป็นไปได้   "นั่นคือสิ่งที่บางคนคิด   การวิจัยพบว่าคนทั่วไปรู้จักชื่อคนอย่างน้อย   80  คน  ถ้าคุณคิดอย่างนี้ผมแน่ใจว่าคุณต้องรู้จักอย่างน้อย  5   คนที่คุณสามารถคุยด้วยได้    และนั่นถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี "     หรือ   "คุณต้องการรู้จักคนเพิ่มหรือเปล่า    ผมว่านี่เป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่งในการหาเพื่อนนะ"

8.  ข้อโต้แย้ง : ขอปรึกษาภรรยา/สามี ในเรื่องนี้ดูก่อน

        คำตอบที่เป็นไปได้  "ผมเองก็ต้องการคุยกับภรรยาคุณในเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน    เมื่อไรดีครับ "    หรือ   "ผมดีใจที่คุณต้องการทำอย่างนั้น    แล้วผมก็อยากให้คุณทราบว่า    มีคู่สมรสหลายคู่ทำธุรกิจนี้ด้วยกัน    พวกเขาต่างสนุกและประสบความสำเร็จไปด้วยกัน     ดังนั้นให้ผมเล่ารายละเอียด    คุณอีกเล็กน้อยนะครับ"

9.  ข้อโต้แย้ง  :  นี่เป็นการขายแบบพีระมิดหรือเปล่า

        คำตอบที่เป็นไปได้   "ผมเดาว่าคุณกำลังพูดถึงการขายแบบต้มตุ๋นที่เรียกว่าการขายแบบลูกโซ่หรือพีระมิด  โดยทั่วไปมันจะมีลักษณะสำคัญ 2 ประการคือ หนึ่ง.....ไม่มีผลิตภัณฑ์ที่จะขาย หรือมีผลิตภัณฑ์ที่ไร้ประโยชน์ไว้ขาย    สอง......ต้องใช้เงินจำนวนมากจ่ายล่วงหน้าก่อนจะได้รับค่าตอบแทนใด  ๆ  บริษัทที่ผมกำลังพูดถึงนี้    ทำธุรกิจถูกกฎหมายและไม่ได้เข้าข่าย   2   ลักษณะข้างต้น"

10.  ข้อโต้แย้ง  :  ผมเคยลองทำดูแล้วแต่มันไม่เห็นจะเกิดผลดี  กับผมตรงไหนเลย

คำตอบที่เป็นไปได้   " ผมเสียใจที่ได้ยินอย่างนี้     ผมต้องการเรียนรู้จากประสบการณ์คุณ    บอกผมได้ไหมว่าอะไรที่มันผิดพลาด  (  เปิดโอกาสให้เขาเล่าเรื่อง )    ขอบคุณที่กรุณาเล่าสู่กันฟัง   คุณทำให้ผมกระจ่างถึงข้อกังวลที่คุณอาจมีให้โอกาสผมได้บอกคุณว่าทำอย่างไรที่จะไม่ให้เรื่องอย่างนั้นมันเกิดขึ้นอีก   หรือไม่น่าจะเกิดขึ้นอีก ..."   หรือ     " ให้ผมถามคำถามคุณข้อหนึ่ง    แล้วคุณช่วยตอบผมอย่างตรงไปตรงมาได้ไหม     ถ้าคุณเป็นวิศวกรที่ชำนาญในการก่อสร้างสะพาน     สมมุติว่าสะพานแรกที่คุณสร้างเกิดพัง    คุณจะพูดไหมว่ามันไม่เห็นเกิดผลดีกับคุณเลย     ดังนั้นคุณจึงไม่สร้างสะพานอีกต่อไป     คุณจะไม่ตั้งคำถามเชียวหรือ  ว่าอะไรมันผิดพลาด   และพยายามทำให้แน่ใจว่าคุณจะไม่ทำผิดพลาดซ้ำสองอีก " 

เทคนิคการชวนคนและลักษณะของข้อโต้แย้ง 

 เราต้องเข้าใจธรรมชาติของคนก่อน

1.ยอมรับความเห็นต่าง   เพื่อที่เราจะได้เข้าใจเขา
- ไม่มีใครคิดเหมือนเราทุกคน แต่ขอแค่ 2 คนที่คิดเหมือนเราก็พอ

2.ยอมรับพฤติกรรมและความต้องการต่างกัน
- บางคนมีความใฝ่ฝัน แต่ขาดการลงมือทำ
- บางคนมีความใฝ่ฝัน ลงมือทำแต่ทำไม่สุด เปลี่ยนงานบ่อย มองว่ายาก
- บางคนมีความใฝ่ฝัน ลงมือทำจนฝันเป็นจริง**
-เทคนิคการชวนคน
-เราต้องรู้จักเขาก่อน “ปรับทุกข์ผูกมิตร”

- เช็ค F O R M

- Family  =  ฐานะของครอบครัว

- Opportunity  =  การมองหาโอกาส

- Requirement  =  ความต้องการในชีวิต

- Money  =  ฐานะทางการเงิน

-เราต้องรู้จักตัวเราด้วย  “เราคือ ผู้ให้” เราไม่ได้ไปเอาอะไรจากเขา

- เราเป็นผู้นำโอกาสหรือสิ่งดีดีไปให้เขา

- อย่ามองเห็นเพื่อนเป็นเหยื่อ

- เสนอโอกาสทางรายได้ “วิน วิน เวิลด์ไวด์”
- ถามเขาว่ารู้จักธุรกิจ “วิน วิน เวิลด์ไวด์” หรือเครือข่ายตัวไหนมาบ้างไหม  ถ้าเป็นคำตอบเชิงปฏิเสธ ให้เรา..คล้อยตาม แต่..(ให้เหตุผล)

- บอกเขาว่าวันนี้เราไม่ได้มาชวนเขาไปขายของ แค่ชวนเปลี่ยนที่ซื้อ ก็มีรายได้แล้ว ขออนุญาตเล่าให้ฟังนะ ทำไม่ทำ ไม่ว่ากันครับ แค่เห็นว่ามันดี และเป็นโอกาสที่พี่ เพื่อน จะ…(ปลดหนี้) ได้

ลักษณะของข้อโต้แย้ง (ตัวอย่าง)
@ ไม่ชอบงานแบบนี้
- แสดงว่าเขายังไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ เขายังรักวิถีชีวิตแบบเดิม ๆ อยู่

@ เคยมีเพื่อนทำแต่ไม่เห็นประสบความสำเร็จ..ทำไปก็เท่านั้น ไม่รวยซักที
- แต่ก็ใช่ว่าเขาจะทำไม่สำเร็จเหมือนคนอื่น

@ ไม่รู้จะไปชวนใคร
- แสดงว่าเขายังไม่เข้าใจว่า ธุรกิจเครือข่าย ว่าดี
- ไม่รู้จะไปชวนใคร แนะนำเทคนิคแบบง่าย ๆ ให้เขา เช่น

@ การหาผู้มุ่งหวัง (20-7-2)
- 20 คือ จัดทำรายชื่อ โดยไม่คิดแทน
- 7 คือ ผู้สนใจ
- 2 คือ เพชร

เทคนิคการตอบข้อโตแย้ง
-    การทำให้ความคิดเขาหรือสิ่งที่เขาเข้าใจ เหมือนกันกับเราก่อน เช่น ไม่ว่าเขาจะมีข้อโต้แย้งอะไร ให้เราใช้คำพูดว่า “คิดเหมือนกันเลยครับ/ค่ะ ตอนที่มีเขา....มาชวนเรา แต่....(เพราะความเกรงใจเลยลองฟังดู ถึงได้เข้าใจ)...จึงได้ตัดสินใจลองทำดูกะว่าจะทำเล่นๆ แล้วเห็นว่าไม่อยากทำตามที่เขาบอก พอเห็นรายได้ที่มันเพิ่มขึ้นทุกเดือนๆ เลยเริ่มมองเห็นว่ามันสามารถที่จะทำให้ความฝันเราเป็นจริงได้ วันนี้ผม/ฉันเห็นว่ามันคือโอกาสที่ดีมาก จึงได้มาชวนพี่/เธอให้ลองทำดูด้วยกัน ค่าสมัครเพียงแค่ 300 บาท มีสบู่แถมให้ 1 ก้อนด้วยนะ อยากให้ลองฟังก่อนว่าดีไหม ส่วนเรื่องวิธีการค่อยว่ากันทีหลัง ขอเวลาซัก 30-45 นาทีนะครับ/คะ”

-    วิธีที่ง่ายๆ ที่สุดก็คือ “การไม่ตอบข้อโต้แย้งใด ๆ เลย” เพราะการตอบคือการโต้แย้งความคิดเขา อย่าไปพยายามเคลียร์ข้อโต้แย้งเพื่อให้เขาเข้าใจเรา เราต้องเข้าใจเขา การตอบข้อโต้แย้งที่ดีที่สุด คือการนิ่งฟังในสิ่งที่เขาพูด “ครับ” แล้ว “ยิ้ม” ยอมรับในสิ่งที่เขาคิด แล้วสถานการณ์จะดีขึ้นเอง

-    กรณีมีข้อโต้แย้งมาก ไม่สามารถจบได้ ก็ให้ “NEXT” ครับ ก่อนขอตัวออกมา “ย้ำ” อย่าทำให้เขารู้สึกไม่ดี แล้วทิ้งท้ายด้วยประโยค “ไม่เป็นไรครับ/ค่ะ วันนี้ผม/ฉันได้มาบอกโอกาสดีๆ ให้พี่/เธอฟังแล้ว แค่นี้ก็ดีใจแล้วที่พี่/เธอรับฟัง ลองทบทวนสิ่งที่เล่าให้ฟังวันนี้นะค่อยตัดสินใจ ไม่อยากให้ทิ้งโอกาส ผม/ฉันเชื่อว่าพี่/เธอ “ทำได้”  และถ้าอยากจะลองทำดูก็โทรหาได้ตลอดเวลานะ ครับ/คะ” 

อนาคตที่ดูสดใสของการตลาดเครือข่าย  
 เป็นเพียงความฝันหรือความจริงกันแน่  ?   
สำหรับเราถือได้ว่ามีความเป็นไปได้ที่ฝันจะเป็นจริง    แต่สำหรับคนส่วนใหญ่    ความฝันก็ยังเป็นแค่ความฝัน   เพราะพวกเขาไม่มีความพยายามอย่างเพียงพอที่จะทำฝันให้เป็นจริงขึ้นมาได้   จะต้องใช้ความตั้งใจและวินัยในระดับหนึ่งเพื่อให้ประสบความสำเร็จให้จงได้    แน่นอนว่ายังมีองค์ประกอบสำคัญบางประการ   ในการที่จะทำให้ธุรกิจชนิดนี้เกิดขึ้นได้    สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการเลือกบริษัทที่เหมาะสม บริษัท วิน วิน เวิลด์ไวด์ จำกัด   ธุรกิจนี้เป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพราะจะเป็นการเปิดโอกาสให้พวกเราสามารถสร้างเครือข่ายธุรกิจไปทั่วโลกอีกด้วย    ธุรกิจนี้มีความเป็นไปได้เพราะมีการขยายตัวของบริษัทการตลาดเครือข่าย    มากมายไปสู่นานาประเทศ   เป็นเรื่องไม่อยากเลยที่จะทำให้ธุรกิจกระจายไปสู่ประเทศอื่น  ๆ  ตราบใดที่บริษัทของคุณมีเครือข่ายอยู่ที่นั่นด้วย   หลาย ๆ  คนในธุรกิจนี้มองว่านี้คือโอกาสอันยิ่งใหญ่   ด้วยเหตุผลว่า    การเข้าสู่ธุรกิจนี้นับว่าง่ายดายเมื่อเทียบกับผลประโยชน์    ทางการเงินจำนวนมหาศาลที่สามารถบรรลุได้   "  อดีตไม่อาจเทียบกับอนาคต  "  เพราะอนาคตมีสิ่งอื่น ๆ  ให้ค้นหาและน่าตื่นเต้น    หากคุณเข้าใจสิ่งที่เราอธิบาย    จงก้าวเข้าสู่ดินแดนใหม่แห่งนี้ด้วยความมั่นใจและศรัทธา    หากคุณยังมิได้ก้าวเข้ามาในธุรกิจนี้    ขอให้คุณลองก้าวออกมาจากกรอบของคุณ   และทำในสิ่งที่แตกต่างออกไปจากเดิม    ใครจะไปรู้ว่ามันอาจจะทำให้คุณได้ชีวิตตัวเอง    ที่ทำหล่นหายไปกลับคืนมาก็ได้

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
อ.ธัญนพพงศ์  พัชรธัชพงศ์ 
084-7412690 ไลน์ ckdekphrae
win win together